anything elle? View my profile

Hosomi Interview on Purple Magazine

posted on 08 May 2008 01:44 by ellegarden  in mag-trans



โอววว  อยากพ่นไฟใส่ตัวเองจริง!

เนื่องจากได้สแกนอันนี้มานานแล้ว  แต่ว่าด้วยความขี้เกียจอ่าน.. T^T  ถ้าไม่อย่างนั้นเราคงเตรียมทำใจรับข่าวร้ายไปแล้วแหละน่อ  โอววววว,,,  กอชชช

ขอโทษถ้าอ่านแล้วมันแปลกๆไปบ้าง  เพราะภาษาแม๊กกาซีนเนี่ย  น่ากลัวจริงๆ  บรื๋อ~~  อีตาคนสัมภาษณ์ดูยกย่องเชิดชูโฮโซมิมากมาย  ฮ่าๆๆ  ก็เอาเท้ออออ


แต่อ่านแล้วแอบสงสารน่ะ.. เห้อ ชีวิตคนเรามันก็อย่างนี้ล่ะนะ */ตบบ่า  สู้ต่อไป!  และหวังว่าจะได้เจอกันกับงานใหม่ที่เป็นแนวชิบุยาเกะ....เย้ยย ของคุณนะคะ  อีตานักร้องนำ !

 





ผู้จัดการวงและดูแลทัวร์ของวงหันมามองผมพลางโทรศัพท์เช็คก่อนจะกล่าวขอโทษและบอกว่า  โฮโซมิ ทาเคชิ - ฟร้อนท์แมนของ ELLEGARDEN กำลังเดินทางมาออฟฟิศและจะถึงในอีก 5 นาที.. ในอีกสิบห้านาทีต่อมาผมซึ่งไม่ได้สนใจเรื่องการมาสายหรือว่าร็อคสตาร์ที่ผมกำลังจะสัมภาษณ์คนนี้จะเป็นยังไง  เขาก็มาถึง  พร้อมกับคำขอโทษและอธิบายเหตุผลที่มาสาย

หากคุณหวังจะได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องความน่ากลัวของกลุ่มแฟนเพลงที่คอยตาม(groupies), ยากระตุ้นประสาท หรือความคิดหยาบๆที่เอามาใช้สร้างผลงาน...ลองคิดดูอีกทีและกันกับโฮโซมิซังผู้ชอบดู สารคดีสัตว์โลกเกี่ยวกับการจับปูแล้วก็กำลังรอดูตอนจบอย่างใจจดใจจ่อ... นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่โฮโซมิพูดถึงอะไรที่มันตรงข้ามกันสุดๆ กับอิมเมจ J-Punk ของเขา


ครั้งที่แล้ว Purple SKY Magazine ได้พูดคุยกับโฮโซมิหลังจากโชว์ใน Southwest festival ที่ออสติน, เท็กซัส ในปี 2006  ผมจึงเริ่มถามเขาว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง


"อัลบั้มล่าสุดของเรา Eleven Fire Crackers ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ห้าได้วางแผง  แล้วก็เป็นอัลบั้มแรกกับ American Nettwerk  ในเดือนกรกฎา 2007  หลังจากนั้นเราก็มีโชว์ในฮอลลีวู้ดอยู่สองสัปดาห์ซึ่งมันเยี่ยมมาก  พวกเราสนุกกันมากเลย  ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาดูเยอะ  การจองสถานที่นั้นกะทันหันมาก  คือสองสัปดาห์ก่อนเล่นจริงน่ะ  เพราะงั้นก็เลยแทบจะไม่มีใครรู้เกี่ยวกับโชว์ครั้งนี้เลย  แต่ด้วยอินเตอร์เนต  ก็เลยมีสองคน, เด็กหนุ่มสองคนมารอที่นั่นตั้งแต่หกโมงเช้าเพราะคิดว่าจะมีคนมากันเยอะ  เขาบอกผมว่าเขาฟังเพลงผมมาตั้งแต่ ปี 99  แล้วก็รอคอยมาตลอดถึง 8 ปีเต็ม ดังนั้นครั้งนี้ก็เลยเหมือนฝันเป็นจริง  จากเด็กหนุ่มสองคนนั้นกลายเป็นว่าสถานที่โชว์ก็แทบจะแออัดไปเลยล่ะ"


คุณจะวางแผนอะไรมั่งสำหรับการมาเล่นที่อเมริกาอีก?

"ผมว่าสิ่งที่เราอยากทำกันมากที่สุดก็คือ  การหาวงดีๆ มาเล่นด้วยกันที่อเมริกาแล้วก็ตลอดทั้งทัวร์  นั่นแหละที่เราตั้งใจเอาไว้"


วงแบบไหนที่พอจะเข้าตาคุณบ้าง?

"วงร็อค  ไม่ต้องเป็นพั้งค์ร็อคก็ได้  แค่เป็นวงที่สนุกๆก็พอ  ไม่ต้องมีบรรทัดฐานอะไรมากเกินไปแต่ก็ไม่บ้าเกิน  รวมทั้งไม่สนเรื่องเงินมากนักแต่ต้องชอบเด็กๆ  วงแบบนั้นล่ะครับ"

แม้ว่าจะไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นวัยรุ่นมาซะเท่าไหร่  โฮโซมิก็ยังพูดถึง "เด็กๆ" ในการคุยกันครั้งนี้อยู่บ่อยๆ อย่างกับว่าเขากับเด็กๆนั้นอายุห่างกันหลายขุม  ผมได้ถามเขาว่าทั้งที่วงประสบความสำเร็จมากในญี่ปุ่นแต่ทำไมเขาถึงอยากจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในอเมริกาอย่างนี้  ต้องมาเสียเวลาขับรถจากที่นึงไปอีกที่นึง  แสดงสดให้คนจำนวนเล็กๆ ในต่างประเทศที่อ่าจจะไม่รู้จักพวกเขามาเลยแล้วก็ไม่รู้จะได้รับความสนใจหรือเปล่าด้วย



"การอยู่บนถนนนั้นเป็นสิ่งสำคัญในวงเลยนะ  โชว์ของพวกเรานั้นค่อยๆใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น  เมื่อเราเล่นในเทศกาลดนตรีมีไม่น้อยที่เราได้โชว์บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดและมีคนดู สี่หมื่นหรือห้าหมื่นคนตรงหน้าเรา  แบบนั้นไม่ใช่เรื่องน่าดีใจสำหรับผมเลย  ผมชอบที่จะแสดงในที่เล็กๆ ที่จุได้ประมาณ สี่ถึงห้าร้อยคน  มันท้าทายกว่ากันเยอะ  มันดูพร่ำเพ้อนะแต่ผมชอบการท้าทายแบบนี้จริงๆ  ผมไม่เคยชอบเลยล่ะ  ไม่ว่าจะการโชว์ที่ใหญ่ๆ, การประสบความสำเร็จ  ผมว่าเรื่องพวกนี้มันน่าเบื่อ  การล้มเหลวในบางครั้งมันก็ดีกว่า  อย่างการเป็นฝ่ายแพ้ต่อหน้าผู้ชมในอเมริกาซึ่งไม่มีใครรู้จักเราเลย"

ความคิดเกี่ยวกับความแท้จริงแบบนี้แสดงออกมาอย่างชัดเจนในหลายเพลงของ ELLEGARDEN ในอัลบั้มล่าสุด  อย่างในเพลง  'Ash' มีท่อนที่ร้องว่า  'อย่าแกล้งทำต่อไปอีกเลย'  อยู่ในท่อนกลางของคอรัส  ในขณะที่ 'Alternative Plans'  พูดถึงความคิดในการก้าวไปข้างหน้า  มีความรู้สึกที่รังเกียจตัวเองอยู่ลึกๆ  ดูเหมือนว่าตัวละครในเพลงนั้นไม่สามารถจะทำอะไรได้ดีเลย

'หักหลังความคิดตัวเอง
เราไม่เคยมีคำตอบเป็นของตัวเองหรอก
เสแสร้งแกล้งทำอยู่ตลอดเวลา
จิตใจของเราจะปรารถนาถึงสิ่งใดก็ไม่เคยสำคัญ'

เพลงจบลงด้วยการพูดถึงความฝัน  'วันที่เราจะมีทางเลือกอื่น'  ในขณะที่คำพูดแรงๆอย่าง  'ผมเกลียดตัวเอง  ผมอยากตาย'  ความรู้สึกเหล่านี้ขัดแย้งกับเมโลดี้แบบ Pop-Punk อันเป็นจุดเด่นของอัลบั้ม  ความอัดอั้นที่ปล่อยออกมาพร้อมกับเสียงดนตรีนั้นทำให้รู้สึกว่าเป็นการ  'เขียนจากที่ที่มืดทึบ'  เมื่อผมถามโฮโซมิถึงความเชื่อที่เป็นตัวตนของเขา  ก็เลยเข้าใจในที่สุดว่าที่ที่มืดทึบนั้นอยู่ที่ไหน


"ผมว่าตอนนี้ผมได้ผ่านพ้นมาแล้ว  แต่สองปีที่ผ่านมาผมรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่มืดมนจริงๆนั่นล่ะ  ผมทำท่าเหมือนคนที่คิดจะฆ่าตัวตายอยู่หน่อยๆ เพราะว่า  เอ่อ....(เงียบอยู่นาน)  สิ่งที่ได้รับกลับมานั้นไม่ใช่ความสุขเสมอไปเหมือนที่คุณอยากให้มันเป็น  จุดหมายของนักฝันก็คือการได้ไล่ตามความฝัน  ถ้าความฝันของนักฝันเป็นจริง  มันก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป  กลายเป็นความเป็นจริง  ผมมีความฝันที่อยากจะทำวง แต่ไม่ใช่ทำงาน...  แล้วมันก็เป็นจริงแล้ว  ในสามสี่ปีแแรกผมสนุกมากจริงๆ  'ต่อไปนี้ไม่ต้องผูกไทแล้ว  ต่อไปนี้ไม่ต้องติดอยู่แต่ในรถไฟแล้ว'  มันเป็นอะไรที่ดีจริงๆ  แต่หลังจากที่วงของผมโด่งดังขึ้น  คนดูก็เริ่มติดภาพผมว่าเป็นคนดี, อ่อนโยน, ใจดี, สดใสแล้วก็เข้มแข็ง  แต่ไม่มีใครเป็นแบบนั้นจริงๆได้หรอก  ผมพยายามอย่างหนักที่จะเป็นให้ใกล้เคียงภาพนั้นที่สุด  แต่มันช่างเจ็บปวดใจจริงๆ  ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมอยู่บนเวทีผมมักจะแสดงท่าทางแบบที่พวกเขา(คนดู)อยากให้ผมเป็น  แล้วคนพวกนั้นก็จะดูแฮปปี้ดูพอใจทำให้ผมมีความสุขไปด้วย  แต่พอลงจากเวทีผมก็ตระหนักได้ว่าไม่มีใครอยู่รายล้อมตัวผมอย่างแท้จริง  รู้ไหมผมน่ะมักจะกลับห้องที่โรงแรมแล้วก็กินมื้อเย็นอย่างโดดเดี่ยว...มันยากที่จะอธิบายนะ"


โฮโซมิพูดต่อไปถึงความรู้สึกที่ราวกับอยู่ในวงจรอุบาทว์ของ  "การเขียนเพลงในแบบเดิมๆ  ออกทัวร์ มีไลฟ์โชว์ในแบบเดิม  แล้วกลับเข้าสตูดิโอเพื่อเขียนเพลงในแบบเดิมๆอีก....มันน่าเบื่อจริงๆ"


ล่าสุด เขาอกว่าเขาได้จัดการปล่อยตัวเองออกจากวงจรอันนั้นและมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการมองสิ่งต่างๆ


"มันเหมือนพร่ำเพ้ออีกแล้วสินะ  ผมคิดว่าเด็กๆทุกคนในครอบครัวชนชั้นกลาง ประมาณสี่ห้าขวบเนี่ย  ทุกคนอยากจะเป็นฮีโร่  ทุกคนชอบฮีโร่อย่างเช่นสไปเดอร์แมน  ไม่มีใครชอบคนชั่วหรอกใช่มั้ยล่ะ  แต่เด็กๆนั้นต้องเติบโตขึ้นและลืมความที่อยากจะเป็นฮีโร่ของตัวเอง  บางคนก็ลืมตอนสิบกว่าๆ บางคนก็ตอนยี่สิบ  แต่ผมยังไม่เป็นแบบนั้น  ผมจะไม่ทำ  ผมจะไม่หยุดทำแบบนี้ต่อไปจนกว่าจะตายนั่นล่ะ  ผมสบายใจขึ้นเยอะพอค้นพบความตั้งใจอันนี้  ผมสามารถจะทำต่อไปได้อีกแล้วก็ได้เรื่อยๆ เหมือนดาราเล่นหนัง  ซึ่งมันเจ๋งแล้วผมก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นเอามากๆ"

ผมสงสัยว่า นี่อาจหมายถึงการเขียนเพลงที่ออกมาจากความสุขกว่าแต่ก่อนในช่วงนี้

"ผมก็ไม่รู้ว่านี่คือมีความสุขกว่าแต่ก่อนรึเปล่า  แต่มันน่าตื่นเต้นกว่า  การถูกกดดันแล้วพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องฆ่าตัวตายนั้นเป็นเพียงการคร่ำครวญ  ตอนนี้ผมได้ผ่านพ้นมาแล้ว  ผมกำลังตั้งตารอคอยที่จะขึ้นเวทีต่อไป"




อย่างนั้น  เวทีใหม่ที่ว่านั้นฟังดูว่ายังไง?  แฟนๆจะคาดหวังถึงอะไรได้บ้าง?

"มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ปลดปล่อยออกมา  ไม่เหมือนเพลง Pop  ไม่เหมือนหนังสือการ์ตูน  มันเป็นเหมือน...อ่า? ไม่ใช่การวาดเขียน  แต่เป็นการแสดงภาพออกมา  เพราะผมเป็นประเภทที่ไม่สามารถรอคอยว่าเพลงที่ผมกำลังทำอยู่นั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป"

เพลงที่คุณเขียนออกมานี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากเพลงที่คุณเคยฟังๆมาใช่หรือเปล่า?

"ช่วงนี้แนวทางการฟังของผมน่ะเปลี่ยนไป  เพราะว่าผมกำลังพยายามมองหาอะไรใหม่ๆ อยู่  ตอนที่ยังเด็กมากๆนั้นผมมักจะฟังแต่เพลงเร็ว  เพลงฮิตๆ  แล้วก็คิดว่า  'ฉันอยากจะทำแบบนี้'  แต่ตอนนี้ผมฟังเพลงแบบใหม่ๆ และผมก็อยากจะเดินหน้าไปอีกขั้นของที่ดนตรีเป็นอยู่ในตอนนี้(หัวเราะ)  ผมนี่เพ้อเจ้อจริงๆ?  ผมไม่ได้บอกว่าจะทำมันได้แต่ว่านั่นคือจุดมุ่งหมายน่ะ"

โฮโซมิพูดถึงเรื่องนี้ต่อว่าเขานั้นอยากจะ  'ลืม'  ทักษะทั้งหลายที่ได้พัฒนามา  เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเพลงที่เขียน  แล้วเขากังวลถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ที่อาจทำให้แฟนเพลงลดลงบ้างไหมนะ?

"ศิลปินสร้างสรรค์งานเพลงไม่ใช่เพื่อขาย  แต่ทำเพราะว่าอยากจะทำ"



เป็นการพูดที่ยืนยันหนักแน่นกับเรื่องก่อนหน้านี้ที่เราพูดกันถึงองค์ประกอบใหม่ๆที่เขาได้เขียนเพลง  "มันก็อาจจะส่งผลให้จำนวนแฟนของเราน้อยลงก็ได้นะ  แต่ผมไม่สนใจหรอก  แค่เข้าใจเราให้ลึกซึ้งผ่านเพลงที่ลึกกว่าได้  ผมก็ไม่สนใจจำนวนแฟนเพลงหรอก"  โฮโซมิเสริมอีกว่า  "แน่นอนว่าที่ดีที่สุดก็คือยิ่งลึกซึ้งแล้วก็ยิ่งโด่งดัง  แต่การตื้นขึ้นแล้วกลับโด่งดังนั้นแย่ที่สุด  เพราะงั้นสิ่งดีที่สุดรองลงมาก็คือ  ลึกซึ้งขึ้นแต่ว่าเล็กลง"


สองสัปดาห์นับจากนั้น  ผมได้ไปดูการแสดงของวงในวันสุดท้ายของทัวร์ทั่วประเทศของพวกเขาที่ Zepp Tokyo  ผมนึกภาพที่โฮโซมิทำให้แฟนๆผิดหวังไม่ออกเลย  ทั้งที่อากาศค่อนข้างแย่(มีฝนตกหนักเป็นพักๆ แล้วอีกเดี๋ยวก็อากาศโปร่งอย่างไม่มีเหตุผล) ลานข้างนอกฮอลล์นั้นเต็มไปด้วย แฟนๆของ ELLEGARDEN  ที่รอคอยให้ใครซักคนมาขายตั๋วต่อให้อย่างสิ้นหวัง

เข้าไปภายในคนเบียดเสียดมาก  ที่นั่งของผมอยู่บนระเบียงที่เดียวกับเหล่าสมาชิกของ Asian Kung-Fu Generation ที่นั่งปะปนอยู่กับเพื่อนฝูงที่หน้าตาคุ้นๆ หลายคน 


การแสดงเปิดของ B-DASH นั้นไม่บันยะบันยังจริงๆ  ทั้งแว่นกันแดดอันโตหลากสี  ทรงผมประหลาดๆ และเพลงร็อคของพวกเขา..............

ในที่สุด ELLEGARDEN ปรากฏตัวบนเวทีพร้อมสัญลักษณ์หัวกะโหลกที่ผงาดขึ้นหลังพวกเขาทั้งสี่  เริ่มต้นด้วย 'Space Sonic',  'Monster'  และ  'Gunpowder Valentine'  ในแต่ละเพลงมีฝูงคนที่พากันเซิร์ฟอย่างดุเดือดมาข้างหน้าทำให้อุณหภูมิในฮอลล์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

การเล่นของ ELLEGARDEN ไม่มีที่ติจริงๆ  และโฮโซมิก็แทบจะกลายเป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจเหนือเหล่าคนดูไปเลยก็ว่าได้  ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่านี่เป็นคนเดียวกันชายหนุ่มมารยาทดี  ผู้ซึ่งติดตามรายการสารคดีชีวิตสัตว์ที่ผมได้พูดคุยด้วยเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว


เหตุผลหนึ่งที่ ELLEGARDEN มีคนรักมากมายอาจเป็นเพราะความประทับใจอย่างหนึ่งในโชว์ของพวกเขา  การแสดงเกือบๆยี่สิบเพลงที่จบด้วย  'Make A Wish'  แล้วกลับมาอังกอร์อีกครั้งด้วย  'Koukasen'  และ  'Starfish'  โฮโซมิบอกกับผู้ชมว่าที่ผ่านมามักจะมีการอังกอร์สองครั้งเสมอ  แต่ในคืนนี้จะมีอังกอร์เพียงรอบเดียวนะ  ผู้ชมดูไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไหร่กับการเปลี่ยนแปลงรอบนี้  แต่ความรู้สึกแย่ๆ ก็ดูจะละลายหายไปทันทีเมื่อ ELLEGARDEN เล่นเลง  'Kinsei'  ในเวอร์ชั่นที่มันส์ัสุดๆ

ในพจนานุกรมของผม  คำว่า  'Kinsei'  นั้นแปลได้ทั้ง  'ชัยชนะอันสดใส'  หรือ  'ขบวนแห่งชัยชนะและแถวของนักซูโม่ที่ชนะในแกรนด์แชมเปี้ยน'  มันช่างเป็นคำจำกัดความที่เพอร์เฟคท์สำหรับการแสดงสดในคืนนี้เลยล่ะ

สองสัปดาห์ที่แล้ว  ผมถามว่าโฮโซมิถึงอนาคตของวง  ในปีหน้าจะเป็นการครบรอบสิบปีของ ELLEGARDEN  ผมจึงอยากรู้ว่าจะมี 'Best Of' หรืองานอะไรทำนองนี้ออกมาหรือเปล่า

"ไม่มีหรอก  สำหรับผมแล้วมันก็เหมือนการค้าเท่านั้น  สิ่งที่ผมได้ทำไว้เมื่อห้าปีที่แล้วก็คือสิ่งที่ผมทำเมื่อห้าปีที่แล้ว  มันไม่มีทางเป็นอะไรใหม่ไปได้  ผมไม่แคร์กับเรื่องครบรอบสิบปีหรืออะไรพวกนั้น  เพราะมันเป็นเพียงแค่ตัวเลข  ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับเก้าปี หรือว่าสิบเอ็ดปีตรงไหนเลย  เพราะงั้นผมคิดว่าเราคงไม่มีการฉลองอะไรหรอกครับ"

แล้วอนาคต ELLEGARDEN นั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?

"ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งจะเริ่มทำวง  แล้วอัลบั้มหน้าก็คือการทำอัลบั้มที่สองของเรา  เพราะงั้นผมก็เลยค่อนข้างตื่นเต้นอยู่  ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอัลบั้มใหม่นี้จะออกวางแผงก่อนฤดูร้อนที่จะถึงฤดูใบไม้ผลิ  แล้วผมก็อยากจะออกทัวร์ยาวๆๆ ให้มากกว่าหกเดือน  แน่นอนว่าผมชอบที่จะไปอเมริกา, เกาหลี, ญี่ปุ่น  แล้วก็รวมไปถึงอีกหลายประเทศด้วยนะ  หลังจากนั้น  หากผมเหนื่อยผมก็จะหยุดยาวๆซักพัก  แต่ใครจะรู้  สองสัปดาห์ผ่านไปผมอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้  เหมือนว่า เอาละมาวิ่งต่อไปบนทางสายนี้ซักอีกปีละกัน  อาจจะเร็วขึ้น  ผมจะทำให้ดีที่สุด  ไม่มีอะไรดีไปกว่าเพลงและการตั้งใจทำเพลงในหนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ  มันต้องสนุกแน่ๆเลย"

 

 




จบสิ้นกระบวนความ...  อ่านแล้วก็พอจะเข้าใจขึ้นมาได้นิดหน่อย  แบบว่าพอจะทำนายเหตุการณ์ขึ้นมาได้บ้างน่ะ


อืม? ถึงมันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น  แต่ก้อยังดีกว่าเราไม่รู้อะไรเลยใช่มั้ยล่ะว่าในวงนั้นมันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่... ก็นะ ไม่ค่อยต่างจากที่คิดเอาไว้เท่าไหร่หรอก


ตอนนี้ทุกคนได้แต่รอ รอ และรอ.. บางทีสมาชิกทั้งสี่คนเองก็อาจจะ 'รอ'  อยู่เหมือนกันก็ได้?

 

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ทำไมบทความมันหนักหน่วงจังวะ

ดิฮั้นนี่ไม่รู้เรื่องแต่ก็นั่งอ่านอุดมการณ์ของท่านนี้เค้าน่ะ

ช่างเป็นศิลปินจริงๆ


รู้แต่ว่า ศิลปิน จริงๆนะ

#1 By MYレミオ on 2008-05-11 13:25

ฮืมมม ขอบคุณที่แปลมาให้อ่านครับconfused smile

#2 By nostalgia (117.47.73.66) on 2008-05-12 17:00