Hosomi Interview on Purple Magazine
posted on 08 May 2008 01:44 by ellegarden in mag-trans
โอววว อยากพ่นไฟใส่ตัวเองจริง!
เนื่องจากได้สแกนอันนี้มานานแล้ว แต่ว่าด้วยความขี้เกียจอ่าน.. T^T ถ้าไม่อย่างนั้นเราคงเตรียมทำใจรับข่าวร้ายไปแล้วแหละน่อ โอววววว,,, กอชชช
ขอโทษถ้าอ่านแล้วมันแปลกๆไปบ้าง เพราะภาษาแม๊กกาซีนเนี่ย น่ากลัวจริงๆ บรื๋อ~~ อีตาคนสัมภาษณ์ดูยกย่องเชิดชูโฮโซมิมากมาย ฮ่าๆๆ ก็เอาเท้ออออ
แต่อ่านแล้วแอบสงสารน่ะ.. เห้อ ชีวิตคนเรามันก็อย่างนี้ล่ะนะ */ตบบ่า สู้ต่อไป! และหวังว่าจะได้เจอกันกับงานใหม่ที่เป็นแนวชิบุยาเกะ....เย้ยย ของคุณนะคะ อีตานักร้องนำ !
ผู้จัดการวงและดูแลทัวร์ของวงหันมามองผมพลางโทรศัพท์เช็คก่อนจะกล่าวขอโทษและบอกว่า โฮโซมิ ทาเคชิ - ฟร้อนท์แมนของ ELLEGARDEN กำลังเดินทางมาออฟฟิศและจะถึงในอีก 5 นาที.. ในอีกสิบห้านาทีต่อมาผมซึ่งไม่ได้สนใจเรื่องการมาสายหรือว่าร็อคสตาร์ที่ผมกำลังจะสัมภาษณ์คนนี้จะเป็นยังไง เขาก็มาถึง พร้อมกับคำขอโทษและอธิบายเหตุผลที่มาสาย
หากคุณหวังจะได้ฟังเกี่ยวกับเรื่องความน่ากลัวของกลุ่มแฟนเพลงที่คอยตาม(groupies), ยากระตุ้นประสาท หรือความคิดหยาบๆที่เอามาใช้สร้างผลงาน...ลองคิดดูอีกทีและกันกับโฮโซมิซังผู้ชอบดู สารคดีสัตว์โลกเกี่ยวกับการจับปูแล้วก็กำลังรอดูตอนจบอย่างใจจดใจจ่อ... นี่ไม่ใช่ครั้งเดียวที่โฮโซมิพูดถึงอะไรที่มันตรงข้ามกันสุดๆ กับอิมเมจ J-Punk ของเขา
ครั้งที่แล้ว Purple SKY Magazine ได้พูดคุยกับโฮโซมิหลังจากโชว์ใน Southwest festival ที่ออสติน, เท็กซัส ในปี 2006 ผมจึงเริ่มถามเขาว่าหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง
"อัลบั้มล่าสุดของเรา Eleven Fire Crackers ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ห้าได้วางแผง แล้วก็เป็นอัลบั้มแรกกับ American Nettwerk ในเดือนกรกฎา 2007 หลังจากนั้นเราก็มีโชว์ในฮอลลีวู้ดอยู่สองสัปดาห์ซึ่งมันเยี่ยมมาก พวกเราสนุกกันมากเลย ผมไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาดูเยอะ การจองสถานที่นั้นกะทันหันมาก คือสองสัปดาห์ก่อนเล่นจริงน่ะ เพราะงั้นก็เลยแทบจะไม่มีใครรู้เกี่ยวกับโชว์ครั้งนี้เลย แต่ด้วยอินเตอร์เนต ก็เลยมีสองคน, เด็กหนุ่มสองคนมารอที่นั่นตั้งแต่หกโมงเช้าเพราะคิดว่าจะมีคนมากันเยอะ เขาบอกผมว่าเขาฟังเพลงผมมาตั้งแต่ ปี 99 แล้วก็รอคอยมาตลอดถึง 8 ปีเต็ม ดังนั้นครั้งนี้ก็เลยเหมือนฝันเป็นจริง จากเด็กหนุ่มสองคนนั้นกลายเป็นว่าสถานที่โชว์ก็แทบจะแออัดไปเลยล่ะ"
คุณจะวางแผนอะไรมั่งสำหรับการมาเล่นที่อเมริกาอีก?
"ผมว่าสิ่งที่เราอยากทำกันมากที่สุดก็คือ การหาวงดีๆ มาเล่นด้วยกันที่อเมริกาแล้วก็ตลอดทั้งทัวร์ นั่นแหละที่เราตั้งใจเอาไว้"
วงแบบไหนที่พอจะเข้าตาคุณบ้าง?
"วงร็อค ไม่ต้องเป็นพั้งค์ร็อคก็ได้ แค่เป็นวงที่สนุกๆก็พอ ไม่ต้องมีบรรทัดฐานอะไรมากเกินไปแต่ก็ไม่บ้าเกิน รวมทั้งไม่สนเรื่องเงินมากนักแต่ต้องชอบเด็กๆ วงแบบนั้นล่ะครับ"
แม้ว่าจะไม่ได้ห่างไกลจากความเป็นวัยรุ่นมาซะเท่าไหร่ โฮโซมิก็ยังพูดถึง "เด็กๆ" ในการคุยกันครั้งนี้อยู่บ่อยๆ อย่างกับว่าเขากับเด็กๆนั้นอายุห่างกันหลายขุม ผมได้ถามเขาว่าทั้งที่วงประสบความสำเร็จมากในญี่ปุ่นแต่ทำไมเขาถึงอยากจะกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้งในอเมริกาอย่างนี้ ต้องมาเสียเวลาขับรถจากที่นึงไปอีกที่นึง แสดงสดให้คนจำนวนเล็กๆ ในต่างประเทศที่อ่าจจะไม่รู้จักพวกเขามาเลยแล้วก็ไม่รู้จะได้รับความสนใจหรือเปล่าด้วย
"การอยู่บนถนนนั้นเป็นสิ่งสำคัญในวงเลยนะ โชว์ของพวกเรานั้นค่อยๆใหญ่ขึ้นและใหญ่ขึ้น เมื่อเราเล่นในเทศกาลดนตรีมีไม่น้อยที่เราได้โชว์บนเวทีที่ใหญ่ที่สุดและมีคนดู สี่หมื่นหรือห้าหมื่นคนตรงหน้าเรา แบบนั้นไม่ใช่เรื่องน่าดีใจสำหรับผมเลย ผมชอบที่จะแสดงในที่เล็กๆ ที่จุได้ประมาณ สี่ถึงห้าร้อยคน มันท้าทายกว่ากันเยอะ มันดูพร่ำเพ้อนะแต่ผมชอบการท้าทายแบบนี้จริงๆ ผมไม่เคยชอบเลยล่ะ ไม่ว่าจะการโชว์ที่ใหญ่ๆ, การประสบความสำเร็จ ผมว่าเรื่องพวกนี้มันน่าเบื่อ การล้มเหลวในบางครั้งมันก็ดีกว่า อย่างการเป็นฝ่ายแพ้ต่อหน้าผู้ชมในอเมริกาซึ่งไม่มีใครรู้จักเราเลย"
ความคิดเกี่ยวกับความแท้จริงแบบนี้แสดงออกมาอย่างชัดเจนในหลายเพลงของ ELLEGARDEN ในอัลบั้มล่าสุด อย่างในเพลง 'Ash' มีท่อนที่ร้องว่า 'อย่าแกล้งทำต่อไปอีกเลย' อยู่ในท่อนกลางของคอรัส ในขณะที่ 'Alternative Plans' พูดถึงความคิดในการก้าวไปข้างหน้า มีความรู้สึกที่รังเกียจตัวเองอยู่ลึกๆ ดูเหมือนว่าตัวละครในเพลงนั้นไม่สามารถจะทำอะไรได้ดีเลย
'หักหลังความคิดตัวเอง
เราไม่เคยมีคำตอบเป็นของตัวเองหรอก
เสแสร้งแกล้งทำอยู่ตลอดเวลา
จิตใจของเราจะปรารถนาถึงสิ่งใดก็ไม่เคยสำคัญ'
เพลงจบลงด้วยการพูดถึงความฝัน 'วันที่เราจะมีทางเลือกอื่น' ในขณะที่คำพูดแรงๆอย่าง 'ผมเกลียดตัวเอง ผมอยากตาย' ความรู้สึกเหล่านี้ขัดแย้งกับเมโลดี้แบบ Pop-Punk อันเป็นจุดเด่นของอัลบั้ม ความอัดอั้นที่ปล่อยออกมาพร้อมกับเสียงดนตรีนั้นทำให้รู้สึกว่าเป็นการ 'เขียนจากที่ที่มืดทึบ' เมื่อผมถามโฮโซมิถึงความเชื่อที่เป็นตัวตนของเขา ก็เลยเข้าใจในที่สุดว่าที่ที่มืดทึบนั้นอยู่ที่ไหน
"ผมว่าตอนนี้ผมได้ผ่านพ้นมาแล้ว แต่สองปีที่ผ่านมาผมรู้สึกเหมือนอยู่ในสถานที่มืดมนจริงๆนั่นล่ะ ผมทำท่าเหมือนคนที่คิดจะฆ่าตัวตายอยู่หน่อยๆ เพราะว่า เอ่อ....(เงียบอยู่นาน) สิ่งที่ได้รับกลับมานั้นไม่ใช่ความสุขเสมอไปเหมือนที่คุณอยากให้มันเป็น จุดหมายของนักฝันก็คือการได้ไล่ตามความฝัน ถ้าความฝันของนักฝันเป็นจริง มันก็ไม่ใช่ความฝันอีกต่อไป กลายเป็นความเป็นจริง ผมมีความฝันที่อยากจะทำวง แต่ไม่ใช่ทำงาน... แล้วมันก็เป็นจริงแล้ว ในสามสี่ปีแแรกผมสนุกมากจริงๆ 'ต่อไปนี้ไม่ต้องผูกไทแล้ว ต่อไปนี้ไม่ต้องติดอยู่แต่ในรถไฟแล้ว' มันเป็นอะไรที่ดีจริงๆ แต่หลังจากที่วงของผมโด่งดังขึ้น คนดูก็เริ่มติดภาพผมว่าเป็นคนดี, อ่อนโยน, ใจดี, สดใสแล้วก็เข้มแข็ง แต่ไม่มีใครเป็นแบบนั้นจริงๆได้หรอก ผมพยายามอย่างหนักที่จะเป็นให้ใกล้เคียงภาพนั้นที่สุด แต่มันช่างเจ็บปวดใจจริงๆ ไม่ว่าเมื่อไหร่ที่ผมอยู่บนเวทีผมมักจะแสดงท่าทางแบบที่พวกเขา(คนดู)อยากให้ผมเป็น แล้วคนพวกนั้นก็จะดูแฮปปี้ดูพอใจทำให้ผมมีความสุขไปด้วย แต่พอลงจากเวทีผมก็ตระหนักได้ว่าไม่มีใครอยู่รายล้อมตัวผมอย่างแท้จริง รู้ไหมผมน่ะมักจะกลับห้องที่โรงแรมแล้วก็กินมื้อเย็นอย่างโดดเดี่ยว...มันยากที่จะอธิบายนะ"
โฮโซมิพูดต่อไปถึงความรู้สึกที่ราวกับอยู่ในวงจรอุบาทว์ของ "การเขียนเพลงในแบบเดิมๆ ออกทัวร์ มีไลฟ์โชว์ในแบบเดิม แล้วกลับเข้าสตูดิโอเพื่อเขียนเพลงในแบบเดิมๆอีก....มันน่าเบื่อจริงๆ"
ล่าสุด เขาอกว่าเขาได้จัดการปล่อยตัวเองออกจากวงจรอันนั้นและมองหาวิธีการใหม่ๆ ในการมองสิ่งต่างๆ
"มันเหมือนพร่ำเพ้ออีกแล้วสินะ ผมคิดว่าเด็กๆทุกคนในครอบครัวชนชั้นกลาง ประมาณสี่ห้าขวบเนี่ย ทุกคนอยากจะเป็นฮีโร่ ทุกคนชอบฮีโร่อย่างเช่นสไปเดอร์แมน ไม่มีใครชอบคนชั่วหรอกใช่มั้ยล่ะ แต่เด็กๆนั้นต้องเติบโตขึ้นและลืมความที่อยากจะเป็นฮีโร่ของตัวเอง บางคนก็ลืมตอนสิบกว่าๆ บางคนก็ตอนยี่สิบ แต่ผมยังไม่เป็นแบบนั้น ผมจะไม่ทำ ผมจะไม่หยุดทำแบบนี้ต่อไปจนกว่าจะตายนั่นล่ะ ผมสบายใจขึ้นเยอะพอค้นพบความตั้งใจอันนี้ ผมสามารถจะทำต่อไปได้อีกแล้วก็ได้เรื่อยๆ เหมือนดาราเล่นหนัง ซึ่งมันเจ๋งแล้วผมก็ค่อนข้างจะตื่นเต้นเอามากๆ"
ผมสงสัยว่า นี่อาจหมายถึงการเขียนเพลงที่ออกมาจากความสุขกว่าแต่ก่อนในช่วงนี้
"ผมก็ไม่รู้ว่านี่คือมีความสุขกว่าแต่ก่อนรึเปล่า แต่มันน่าตื่นเต้นกว่า การถูกกดดันแล้วพูดถึงเกี่ยวกับเรื่องฆ่าตัวตายนั้นเป็นเพียงการคร่ำครวญ ตอนนี้ผมได้ผ่านพ้นมาแล้ว ผมกำลังตั้งตารอคอยที่จะขึ้นเวทีต่อไป"
อย่างนั้น เวทีใหม่ที่ว่านั้นฟังดูว่ายังไง? แฟนๆจะคาดหวังถึงอะไรได้บ้าง?
"มันเต็มไปด้วยความรู้สึกที่ปลดปล่อยออกมา ไม่เหมือนเพลง Pop ไม่เหมือนหนังสือการ์ตูน มันเป็นเหมือน...อ่า? ไม่ใช่การวาดเขียน แต่เป็นการแสดงภาพออกมา เพราะผมเป็นประเภทที่ไม่สามารถรอคอยว่าเพลงที่ผมกำลังทำอยู่นั้นจะเป็นอย่างไรต่อไป"
เพลงที่คุณเขียนออกมานี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงไปจากเพลงที่คุณเคยฟังๆมาใช่หรือเปล่า?
"ช่วงนี้แนวทางการฟังของผมน่ะเปลี่ยนไป เพราะว่าผมกำลังพยายามมองหาอะไรใหม่ๆ อยู่ ตอนที่ยังเด็กมากๆนั้นผมมักจะฟังแต่เพลงเร็ว เพลงฮิตๆ แล้วก็คิดว่า 'ฉันอยากจะทำแบบนี้' แต่ตอนนี้ผมฟังเพลงแบบใหม่ๆ และผมก็อยากจะเดินหน้าไปอีกขั้นของที่ดนตรีเป็นอยู่ในตอนนี้(หัวเราะ) ผมนี่เพ้อเจ้อจริงๆ? ผมไม่ได้บอกว่าจะทำมันได้แต่ว่านั่นคือจุดมุ่งหมายน่ะ"
โฮโซมิพูดถึงเรื่องนี้ต่อว่าเขานั้นอยากจะ 'ลืม' ทักษะทั้งหลายที่ได้พัฒนามา เปลี่ยนแปลงโครงสร้างของเพลงที่เขียน แล้วเขากังวลถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ที่อาจทำให้แฟนเพลงลดลงบ้างไหมนะ?
"ศิลปินสร้างสรรค์งานเพลงไม่ใช่เพื่อขาย แต่ทำเพราะว่าอยากจะทำ"
เป็นการพูดที่ยืนยันหนักแน่นกับเรื่องก่อนหน้านี้ที่เราพูดกันถึงองค์ประกอบใหม่ๆที่เขาได้เขียนเพลง "มันก็อาจจะส่งผลให้จำนวนแฟนของเราน้อยลงก็ได้นะ แต่ผมไม่สนใจหรอก แค่เข้าใจเราให้ลึกซึ้งผ่านเพลงที่ลึกกว่าได้ ผมก็ไม่สนใจจำนวนแฟนเพลงหรอก" โฮโซมิเสริมอีกว่า "แน่นอนว่าที่ดีที่สุดก็คือยิ่งลึกซึ้งแล้วก็ยิ่งโด่งดัง แต่การตื้นขึ้นแล้วกลับโด่งดังนั้นแย่ที่สุด เพราะงั้นสิ่งดีที่สุดรองลงมาก็คือ ลึกซึ้งขึ้นแต่ว่าเล็กลง"
สองสัปดาห์นับจากนั้น ผมได้ไปดูการแสดงของวงในวันสุดท้ายของทัวร์ทั่วประเทศของพวกเขาที่ Zepp Tokyo ผมนึกภาพที่โฮโซมิทำให้แฟนๆผิดหวังไม่ออกเลย ทั้งที่อากาศค่อนข้างแย่(มีฝนตกหนักเป็นพักๆ แล้วอีกเดี๋ยวก็อากาศโปร่งอย่างไม่มีเหตุผล) ลานข้างนอกฮอลล์นั้นเต็มไปด้วย แฟนๆของ ELLEGARDEN ที่รอคอยให้ใครซักคนมาขายตั๋วต่อให้อย่างสิ้นหวัง
เข้าไปภายในคนเบียดเสียดมาก ที่นั่งของผมอยู่บนระเบียงที่เดียวกับเหล่าสมาชิกของ Asian Kung-Fu Generation ที่นั่งปะปนอยู่กับเพื่อนฝูงที่หน้าตาคุ้นๆ หลายคน
การแสดงเปิดของ B-DASH นั้นไม่บันยะบันยังจริงๆ ทั้งแว่นกันแดดอันโตหลากสี ทรงผมประหลาดๆ และเพลงร็อคของพวกเขา..............
ในที่สุด ELLEGARDEN ปรากฏตัวบนเวทีพร้อมสัญลักษณ์หัวกะโหลกที่ผงาดขึ้นหลังพวกเขาทั้งสี่ เริ่มต้นด้วย 'Space Sonic', 'Monster' และ 'Gunpowder Valentine' ในแต่ละเพลงมีฝูงคนที่พากันเซิร์ฟอย่างดุเดือดมาข้างหน้าทำให้อุณหภูมิในฮอลล์เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
การเล่นของ ELLEGARDEN ไม่มีที่ติจริงๆ และโฮโซมิก็แทบจะกลายเป็นพระเจ้าผู้มีอำนาจเหนือเหล่าคนดูไปเลยก็ว่าได้ ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่านี่เป็นคนเดียวกันชายหนุ่มมารยาทดี ผู้ซึ่งติดตามรายการสารคดีชีวิตสัตว์ที่ผมได้พูดคุยด้วยเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว
เหตุผลหนึ่งที่ ELLEGARDEN มีคนรักมากมายอาจเป็นเพราะความประทับใจอย่างหนึ่งในโชว์ของพวกเขา การแสดงเกือบๆยี่สิบเพลงที่จบด้วย 'Make A Wish' แล้วกลับมาอังกอร์อีกครั้งด้วย 'Koukasen' และ 'Starfish' โฮโซมิบอกกับผู้ชมว่าที่ผ่านมามักจะมีการอังกอร์สองครั้งเสมอ แต่ในคืนนี้จะมีอังกอร์เพียงรอบเดียวนะ ผู้ชมดูไม่ค่อยแฮปปี้กันเท่าไหร่กับการเปลี่ยนแปลงรอบนี้ แต่ความรู้สึกแย่ๆ ก็ดูจะละลายหายไปทันทีเมื่อ ELLEGARDEN เล่นเลง 'Kinsei' ในเวอร์ชั่นที่มันส์ัสุดๆ
ในพจนานุกรมของผม คำว่า 'Kinsei' นั้นแปลได้ทั้ง 'ชัยชนะอันสดใส' หรือ 'ขบวนแห่งชัยชนะและแถวของนักซูโม่ที่ชนะในแกรนด์แชมเปี้ยน' มันช่างเป็นคำจำกัดความที่เพอร์เฟคท์สำหรับการแสดงสดในคืนนี้เลยล่ะ
สองสัปดาห์ที่แล้ว ผมถามว่าโฮโซมิถึงอนาคตของวง ในปีหน้าจะเป็นการครบรอบสิบปีของ ELLEGARDEN ผมจึงอยากรู้ว่าจะมี 'Best Of' หรืองานอะไรทำนองนี้ออกมาหรือเปล่า
"ไม่มีหรอก สำหรับผมแล้วมันก็เหมือนการค้าเท่านั้น สิ่งที่ผมได้ทำไว้เมื่อห้าปีที่แล้วก็คือสิ่งที่ผมทำเมื่อห้าปีที่แล้ว มันไม่มีทางเป็นอะไรใหม่ไปได้ ผมไม่แคร์กับเรื่องครบรอบสิบปีหรืออะไรพวกนั้น เพราะมันเป็นเพียงแค่ตัวเลข ซึ่งไม่ได้ต่างอะไรกับเก้าปี หรือว่าสิบเอ็ดปีตรงไหนเลย เพราะงั้นผมคิดว่าเราคงไม่มีการฉลองอะไรหรอกครับ"
แล้วอนาคต ELLEGARDEN นั้นจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง?
"ผมรู้สึกเหมือนเพิ่งจะเริ่มทำวง แล้วอัลบั้มหน้าก็คือการทำอัลบั้มที่สองของเรา เพราะงั้นผมก็เลยค่อนข้างตื่นเต้นอยู่ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าอัลบั้มใหม่นี้จะออกวางแผงก่อนฤดูร้อนที่จะถึงฤดูใบไม้ผลิ แล้วผมก็อยากจะออกทัวร์ยาวๆๆ ให้มากกว่าหกเดือน แน่นอนว่าผมชอบที่จะไปอเมริกา, เกาหลี, ญี่ปุ่น แล้วก็รวมไปถึงอีกหลายประเทศด้วยนะ หลังจากนั้น หากผมเหนื่อยผมก็จะหยุดยาวๆซักพัก แต่ใครจะรู้ สองสัปดาห์ผ่านไปผมอาจจะเปลี่ยนใจก็ได้ เหมือนว่า เอาละมาวิ่งต่อไปบนทางสายนี้ซักอีกปีละกัน อาจจะเร็วขึ้น ผมจะทำให้ดีที่สุด ไม่มีอะไรดีไปกว่าเพลงและการตั้งใจทำเพลงในหนึ่งปีเป็นอย่างต่ำ มันต้องสนุกแน่ๆเลย"
จบสิ้นกระบวนความ... อ่านแล้วก็พอจะเข้าใจขึ้นมาได้นิดหน่อย แบบว่าพอจะทำนายเหตุการณ์ขึ้นมาได้บ้างน่ะ
อืม? ถึงมันจะไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น แต่ก้อยังดีกว่าเราไม่รู้อะไรเลยใช่มั้ยล่ะว่าในวงนั้นมันมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกันแน่... ก็นะ ไม่ค่อยต่างจากที่คิดเอาไว้เท่าไหร่หรอก
ตอนนี้ทุกคนได้แต่รอ รอ และรอ.. บางทีสมาชิกทั้งสี่คนเองก็อาจจะ 'รอ' อยู่เหมือนกันก็ได้?




ดิฮั้นนี่ไม่รู้เรื่องแต่ก็นั่งอ่านอุดมการณ์ของท่านนี้เค้าน่ะ
ช่างเป็นศิลปินจริงๆ
รู้แต่ว่า ศิลปิน จริงๆนะ
#1 By MYレミオ on 2008-05-11 13:25